วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สูตรการคำนวณ
% Accident Frequency Rate
= ( LTA+RWC ) *100,000 ชั่วโมง / จำนวนชั่วโมงการทำงาน

2. % Area of Noise Over Standard [ %ANOS ] ใช้เพื่อวัดเปอร์เซ็นต์ของบริเวณที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐานซึ่งใช้วัดความเอาใจใส่ของผู้บริหารในเรื่องของความปลอดภัยของพนักงานในสถานที่ทำงาน เพื่อหาทางลดจุดที่เสียงดังออกให้หมดไป
ลักษณะของ ดัชนีที่วัดในการทำ Safety KPI
1. % Accident Frequency Rate [ % AFR] เพื่อใช้วัดจำนวนความถี่ของการเกิดอุบัติเหตุ กับเวลาการทำงานทั้งหมด ข้อมูลที่ได้ออกมาเป็นตัวเลขที่ง่ายในการอ่านและติตามในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่ปลอดภัยของพนักงาน
ข้อมูลดิบที่ใช้ในการคำนวณ คือ
1. Lost Time Accident [LTA] คือจำนวนวันที่หยุดงานเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุ
2. Restricted Work Case หรือ RWC คือจำนวนวันที่พนักงานเข้ามาทำงานแล้วแต่ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
3. จำนวนชั่วโมงการทำงาน

การทำ KPIs ด้วยวิธีการ MOTSAP
การใช้ KPIs ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย หากการทำ KPIsนั้นไม่ตอบสนองต่อนโยบายขององค์กรที่ผู้บริหารวางไว้ ก็ไม่อาจทำให้ประสบผลสำเร็จได้เนื่องจากไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริหาร หากต้องอธิบายหรือเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ของ KPIs ซึ่งบ่งบอกถึงองค์ประกอบที่มีความสำคัญ
ในการดำเนินการ ตีความและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ได้ดังนี้             
          วิธีการเปลี่ยนนโยบายบริษัทให้เป็นขั้นตอนการปฏิบัติดังกล่าวได้กำหนดเป็นตัว KPIs เพื่อติดตามการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับนโยบายอย่างถูกต้องและง่ายต่อการใช้งาน ไม่เกิดการขัดแย้งและ ทำงานได้อย่างระบบมากขึ้น
         วิธีการนี้เรียกกสั้นๆ ว่า MOTSAP ย่อมาจาก Mission- Obective- Target -Strategy Action – Plan ซึ่งมีรายละเอียดังต่อไปนี้
1. M = Mission คือการเอานโยบายมากำหนดภาระกิจที่จะทำ
2. O = Obective คือการนำเอาภารกิจที่ได้รับมอบหมายมากำหนดวัตถุประสงค์
3. T = Target คือการนำเอาวัตถุประสงค์มากำหนดเป้าหมายที่ต้องการ ในขั้นตอนนี้มีการเลือกเอา KPIs ที่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์มากำหนดตัวเลขและเวลาที่ต้องการ
4. S = Strategy คือการเลือกใช้กลยุทธ์ต่างๆที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ค่า KPIs ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้
5. A = Action คือการกำหนดกิจกรรมต่างๆที่เป็นขั้นตอนการปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ที่ได้กำหนดใช้โดยมีการกำหนดสถานที่ กำหนดผู้รับผิดชอบ กำหนดเวลาในการทำกิจกรรม
6. P = Plan คือการกำหนดใช้ค่า KPIs ต่างๆที่เป็นตัวเลขที่ต้องการตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ โดยกำหนดแบ่งเป็นระยเวลาที่ต้องการวัดค่าเพื่อตามความคืบหน้าโดยเทียบกับข้อมูลก่อนทำกิจกรรม
          การใช้ MOTSAP Matrix เริ่มจากการนำเอานโยบายของบริษัท หรือจากผู้บริหารระดับสูงมากำหนดเป้นภาระกิจของแผนกที่ตัวเองรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดกิจกรรมที่ตอบสนองนโยบาย โดยทั่วไปนโยบายของบริษัทจะกล่าวโดยรวมที่เน้นทิศทางของบริษัท จากภาระกิจที่กำหนดไว้จะถูกนำมากำหนดวัตถุประสงค์ที่จะทำแต่ยังไม่ระบุเป็น KPIs ต่อมาในขั้นตอนของการกำหนดเป้าหมายในขั้นตอนนี้ KPIs จะเริ่มเข้ามามีบทบาทโดยจะถูกเลือกใช้ให้เหมาะสมในแต่ละแผนก โดยต้องสามารถวัดได้เ)นตัวเลขที่สามารถระบุความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกิจกรรมได้ดังนั้นในขั้นตอนต่อมาจะต้องหากลยุทธ์ ที่มักจะเป็นระบบหรือหลักการที่มีโอกาสช่วยทำให้การกำหนดกิจกรรมต่างๆที่ต้องดำเนินการและต้องระบุผู้รับผิดชอบของแต่ละกิจกรรมเพื่อให้เกิดการติดตามความคืบหน้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และต้องระบุระยะเวลาที่ต้องการให้สำเร็จตามแผนในขั้นตอนการกำหนด Plan
ตัวอย่างเช่น
 1. ทำให้โรงงานปลอดอุบัติเหตุร้ายแรง
2. ทำให้พนักงานมีสุขภาพอนามัยที่ดี
3. รักษาสภาพบริเวณโรงงานไม่ให้มีปัญหาสิ่งแวดล้อม
         ขั้นที่ 2 : ST เป็นการกำหนด Safety & Environment Target เป้าหมายด้านสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยของพนักงานและการรักษาสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างของการกำหนดเป้าหมายคือ
1. ทำให้อุบัติเหตุร้ายแรงเป็นศูนย์ภายในหนึ่งปี
2. ทำให้ Minor Accident เป็นศูนย์ภายในหนึ่งปี
3. ลดวันหยุดเนื่องจากการเจ็บป่วยของพนักงานลง 80 %
4. ลดการใช้น้ำลง 30% ภายใน 4 ปี
5. ลดการใช้ไฟฟ้าลง 10 % ภายใน 4 ปี
ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญมากดังนั้นจึงต้องกำหนดให้ทำอย่างรวดเร็วและได้ผลมากที่สุด
           ขั้นที่ 3 : SS เป็นการกำหนด Safety & Environment Strategy คือการกำหนดกลยุทธ์ที่จะใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ตัวอย่างเช่น
1. ใช้ KYT หรือการหยั่งรู้ระวังภัยในการลดอุบัติเหตุ
2. มีโครงการเพื่อสุขภาพของพนักงาน
3. ทำตามกฏหมายสิ่งแวดล้อม
4. ใช้ระบบ ISO 14000 ในการควบคุมปัญหาสิ่งแวดล้อม
ซึ่งในการกำหนดกลยุทธ์ในการแก้ปัญหานี้สามารถทำได้หลายวิธีแต่ที่สำคัญการเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพงานที่เป็นอยู่
         ขั้นที่ 4 : SA เป็นการกำหนด Safety & Environment Action เป็นการกำหนดกิจกรรมที่จะทำโดยเอากลยุทธ์เรื่องความปลอดภัยของพนักงานมาแตกเป็นโครงการ เพื่อแบ่งความรับผิดชอบให้ใครทำบ้าง ทำที่ส่วนใหนของการผลิต และทำเมื่อไร

ขั้นที่ 5 : SP เป็นการกำหนด Safety & Environment Plan เป็นการกำหนด KPI ที่จะใช้วัดความสำเร็จของการดำเนินกิจกรรมที่เหมาะสมทางด้านความปลอดภัยของพนักงานและการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีการระบุเป้าหมายที่ต้องการจะได้ เป็นตัวเลขเป้นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ อาจมีการนำตัวเลขที่ผ่านมาแล้วเป็นตัวตั้งต้นเพื่อใช้เปรียบเทียบ วัดความคืบหน้าของการดำเนินงาน 
Safety KPI
        Safety KPI คือ KPI ประเภทที่ติดตามและควบคุมความปลอดภัยในการทำงานและสถานที่ทำงานรวมถึงรักษาสภาพแวดล้อมในการทำงาน Safety KPI มีดังต่อไปนี้
1. %Accident Frequency Rate
2. %Area of Noise over standard
3. Lost time Accident
4. Minor Accident
5. Number of Safety Suggestion
6. Number of Unsafe Corrected
7. Number of Unsafe Found
         โดยทั่วไปแล้วเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยจะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ KPI กลุ่มนี้ โดยใช้ข้อมูลดิบที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยจดบันทึกได้ นำมาคำนวณ ทำกราฟเพื่อติดตามผลหรืออาจมีการไปร่วมกับแผนกผลิตและคลังสินค้าเพื่อไปตรวจสอบยอดจุดที่อาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยของพนักงานและยังต้องร่วมมือกับแผนกต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยจัดประชุมทำไคเซ็น หรือ PDCA จุดมุ่งหมายหลักคือให้พนักงานทุกคนมีความปลอดภัยในการทำงานและช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม



KPI (KEY PERFORMANCE INDICATOR ) หรือว่าดัชนีชี้วัดผลสำเร็จ
เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถนำมาเป็นตัวชี้วัด แผนงานกิจกรรมต่างๆที่เราทำ
ในด้านความปลอดภัยอย่างเช่น การลดอุบัติเหตุ การลดวันที่สูญเสียจากการเกิดอุบัติเหตุ การลดจุดอันตรายโดยการปรับปรุงพื้นที่ทำงาน
กิจกรรมเหล่านี้ต้องมีการตั้งเป้าหมายซึ่งสามารถคิดเป็นจำนวนตัวเลขได้ นี่ก็ถือว่าเป็น KPI

        แต่การจตั้ง KPI ก็ต้องนำข้อมูลหลายอย่าง และวิธีที่จะตั้ง KPI ก็มีเยอะ เอาเป็นว่ายกตัวอย่าง (จากหนังสือ Manufacuring KPI )
การป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล
           โรคติดเชื้อในโรงพยาบาลเป็นโรคที่ป้องกันได้แต่ไม่ได้ทั้งหมด ทั้งนี้เนื่องจากเชื้อที่เป็นสาเหตุโดยมากอยู่ในตัวผู้ป่วยเอง ปัจจัยที่สำคัญคือภูมิคุ้มกันโรคลดลงในผู้ป่วย, การตรวจรักษาที่เสี่ยงต่อการนำเชื้อเข้าสู่ผู้ป่วย ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงผลที่จะได้จากการป้องกันแล้ว ก็น่าที่จะได้รับการพิจารณาจากหน่วยงานที่วางนโยบายของสถานพยาบาลนั้นๆ การป้องกันกระทำได้โดยวิธีการดังต่อไปนี้
1. มีระบบเฝ้าติดตามโรค (Surveillance System) ที่ดี
        โรงพยาบาลทุกแห่งควรจะมีการเฝ้าติดตามโรค โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ระบบนี้ประกอบด้วยคณะกรรมการควบคุมโรคติดเชื้อ (Infection Control Committee) และพยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ (Infection Control Nurse) ซึ่งจะเป็นผู้สำรวจหาข้อมูลเกี่ยวกับการติดเชื้อในโรงพยาบาล, วิเคราะห์ปัญหา เพื่อนำไปกำหนดนโยบายในการป้องกันต่อไป และถ้ามีโรคติดเชื้อระบาดในโรงพยาบาล ระบบนี้จะช่วย ให้ทราบปัญหาได้เร็วและแก้ปัญหาได้ทันท่วงที
2. กำจัดแหล่งของเชื้อโรค                                                                     
         ในการสร้างโรงพยาบาลควรจะวางแผนให้รัดกุมเกี่ยวกับการกำจัดแหล่งของเชื้อโรค การเลียนแบบต่างประเทศมากเกินไปจะทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากประเทศเราไม่มีเงินมากพอที่จะใช้จ่ายในการทำความสะอาด, ทำลายเชื้อ ฯลฯ เหมือนดังที่ทำในประเทศที่รํ่ารวย อีกประการหนึ่งความแตกต่างในทางพฤติกรรมของประชาชนในแต่ละประเทศอาจจะก่อปัญหาได้ ยกตัวอย่างการทำลายขยะในโรงพยาบาลประเทศตะวันตกใช้วิธีการเผาเนื่องจากเขามีขยะน้อย ส่วนใหญ่ภาชนะที่บรรจุเป็นกระดาษ ซึ่งแตกต่างกับคนไทยซึ่งมีขยะมาก ภาชนะมีทั้งกระดาษ, พลาสติค, ใบตอง เมื่อทิ้งใส่กระโถน มักจะมีนํ้าบ้วนปากผสมอยู่ด้วย จึงไม่สามารถนำไปเผาได้ โรงพยาบาลบางแห่งสิ้นค่าใช้จ่ายมากมายในการติดตั้งเครื่องเผาขยะที่ได้ มาตรฐานสากล ปรากฏว่าใช้ไม่ได้ บางท่านแย้งว่าให้จัดที่เทนํ้าบ้วนปากต่างหาก ซึ่งทำไม่ได้และขัดต่อความเคยชินของประชาชน การเปลี่ยนแปลงอาจจะเกิดขึ้นได้แต่ต้องใช้ เวลาอีกนาน นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่เตือนใจว่า แต่ละประเทศมีปัญหาของตนเองที่อาจจะแตกต่างจากประเทศอื่น สมควรที่จะทำการศึกษาก่อนที่จะวางนโยบายในทางปฏิบัติ
นอกจากขยะแล้ว สิ่งแวดล้อมผู้ป่วยเช่น หอผู้ป่วย สมควรรักษาให้สะอาดด้วยการเช็ดถูธรรมดา การใช้ยาทำลายเชื้อเช็ดถูนั้นไม่จำเป็นและสิ้นเปลือง ยกเว้นกรณีที่มีโรคระบาด, มีเชื้อดื้อยา ฯลฯ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ต้องรักษาความสะอาดอยู่เสมอ, บุคลากรควรจะได้รับการตรวจโรคเป็นระยะๆ ผู้ที่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้ป่วยได้ก็ไม่สมควรให้ปฏิบัติงานจนกว่าจะได้รับการรักษาแล้ว เป็นต้น
3. อาหารและนํ้าดื่มต้องสะอาด
          คนทำครัว, แจกจ่ายอาหารต้องไม่เป็น carrier ของโรคติดเชื้อโดยเฉพาะโรคทางเดินอาหาร ประเทศเรามีอากาศร้อน ปัญหาแมลง, หนู มีมาก อาหารบูดเน่าง่าย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเคร่งครัดต่อการรักษาความสะอาดของอาหารและนํ้าดื่มให้มาก ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คืออาหารและเครื่องดื่มที่ผู้ป่วยหรือญาตินำมาจากนอกโรงพยาบาล อาจจะมีเชื้อโรคปนเปื้อนได้ ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค
4. การเข้มงวดต่อกรรมวิธีปลอดเชื้อ และการทำลายเชื้อ (Aseptic and antiseptic technique)
          ผู้ปฏิบัติ เมื่อนานๆ เข้ามักจะละเลยกฎเกณฑ์และข้อปฏิบัติในกรรมวิธีข้างต้น จึงเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีสำหรับลูกศิษย์ มีผู้กล่าวกันเสมอว่า พยาบาลและแพทย์ในปัจจุบันไม่ค่อยรู้จักหรือสนใจใน aseptic technique เท่ากับสมัยก่อนซึ่งเป็นความจริง ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดการอบรม, ความหละหลวม อีกส่วนเกิดจากความไว้ใจในยาปฏิชีวนะมากเกินไป
การทำลายเชื้อ (Antiseptic, sterilization) นั้นมักทำกันต่อๆ มาโดยที่บางครั้งก็ไม่ถูกต้องนัก สมควรที่แต่ละโรงพยาบาลวางนโยบายและข้อปฏิบัติของตนเอง เพื่อให้การทำลายเชื้อนั้นได้ผลดี และราคาถูก ใช้ง่าย
5. การแยกผู้ป่วย 
             ผู้ป่วยที่แพร่เชื้อได้, ที่มีเชื้อที่อันตราย, หรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันตํ่า ติดโรคง่าย สมควรแยกจากผู้ป่วยอื่น เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เป็นที่น่าสนใจว่าโรงพยาบาลหลายแห่งมีความก้าวหน้าเท่าเทียมประเทศอื่นในเกือบทุกด้าน แต่ไม่มีสถานที่สำหรับแยกผู้ป่วยเลย
6. การเข้มงวดต่อการใช้ยาต้านจุลชีพ
            ประเทศไทยมีปัญหามากเนื่องจากมีการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเสรี ไม่มีการควบคุมยาใหม่ๆ จะได้รับความนิยมสูงเนื่องจากอัตราการดื้อยายังอยู่ในระดับตํ่า ทำให้ปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นปัญหาสำคัญ และเชื้อเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลด้วย การเข้มงวดต่อการใช้ยาต้านจุลชีพ การมีแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนและได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดจะช่วยลดค่าใช้จ่าย, ลดอัตราเชื้อดื้อยา และลดอัตราโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลด้วย
7. การกำจัดสาเหตุชักนำ ที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้าทำได้
         จากประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติในต่างประเทศแล้ว พบว่าแนวทางปฏิบัติบางอย่างได้ผลดีและคุ้มค่าที่ได้ลงทุน บางอย่างได้ผลบ้าง บางอย่างไม่ค่อยได้ผล จึงเสนอมาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายก่อน-หลัง ดังต่อไปนี้
ก. กรรมวิธีที่ได้ผลดีและคุ้มค่า
1. การล้างมือของบุคลากร หลังจากจับต้องผู้ป่วยหรือสิ่งที่สกปรก
2. การใช้ closed urinary drainage system
3. การดูแล intravenous catheter ที่ถูกวิธี
4. การดูแลเครื่องมือช่วยหายใจที่ถูกต้อง
5. Sterilization
6. Non-touch dressing technique
7. การใช้ยาต้านจุลชีพในการป้องกันการติดเชื้อที่บาดแผลจากการผ่าตัดอย่างเหมาะสม
8. การรักษาวัณโรคปอดระยะแพร่เชื้อ
9. การตรวจสอบ hepatitis B ให้ผู้บริจาคเลือด
ข. วิธีการที่อาจจะได้ผลดีและคุ้มค่า
1. การให้การศึกษาแก่บุคลากร
2. การแยกผู้ป่วย
ค. วิธีการที่อาจจะได้หรือไม่ได้ผล
1. การสวนล้างกระเพาะปัสสาวะด้วยยาต้านจุลชีพ สำหรับผู้ป่วยที่มีสายสวนปัสสาวะคาอยู่
2. การดูแลรูเปิดของหลอดปัสสาวะในผู้ป่วยที่ได้รับการสวนคาหลอดปัสสาวะ
3. การเปลี่ยนท่อต่อระหว่างเครื่องช่วยหายใจกับผู้ป่วยทุก 8 ชั่วโมงแทนทุก 24 ชั่วโมง
4. การใช้ยาต้านจุลชีพป้องกันการติดเชื้อของบาดแผลผ่าตัดที่สะอาด เช่นการตัดไฝ ฯลฯ
5. การเพาะเชื้อจากสิ่งแวดล้อมผู้ป่วย
6. การทำลายเชื้อที่พื้น, อ่างนํ้าในหอผู้ป่วย
7. Laminar air flow
8. การพ่นละอองยาทำลายเชื้อเพื่อลดเชื้อในอากาศ
9. ใช้รังสีอุลตราไวโอเลตทำลายเชื้อในสิ่งแวดล้อม
10. การใช้เครื่องกรองแบคทีเรียต่อกับชุดให้นํ้าเกลือ, เครื่องดมยาสลบ
ต้องยอมรับว่าการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับทุกอย่างนั้นทำไม่ได้สำหรับประเทศเรา แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะแพทย์และพยาบาลควรให้ความสนใจปัญหาโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อลดอัตราโรคแทรกซ้อนนี้ ความเข้าใจในหลักการ ความพยายามประยุกต์กฎเกณฑ์ต่างๆ ให้ใช้ได้กับโรงพยาบาลนั้นๆ และการวิจัยด้วยตนเองจะทำให้ทราบถึงวิธีการป้องกันใหม่ๆ หรือการปรับปรุงวิธีการเก่าให้เหมาะสมทั้งทางด้านปฏิบัติและให้คุ้มค่ามากขึ้น    KPIs(key performance indicators)ของการดำเนินการด้านอชีวอนามัย
         การตั้ง KPI นั้นก็เพื่อวัด Performance ของ Safety เอง ว่ามีการดำเนินการหรือจัดทำงานด้านความปลอดภัยเป็นอย่างไร...และการตั้ง Near miss เป็น KPI นั้นดีมากๆ ยิ่งมีคนพบเจอ เขียน Nearmiss ยิ่งดี อย่าลืม คน 100 คน มีดวงตา 200 ดวงยิ่งเห็นอะไร ที่เฉียดฉิว ว่าจะเกิดอุบัติเหตุหรือแนวโน้มว่าจะเกิด แต่ยังไม่เกิด ถูกแก้ไข ก่อนจะเกิดยิ่งดี เพราะความปลอดภัยนั้น ต้องรู้และป้องกันก่อนเกิดเหตุ ครับ
ขอยกตัวอย่าง KPI ของผมครับ...
1. Reportable Injury/Illness ไม่มียิ่งดี
2.Lost time accident ยิ่งน้อยยิ่งดี
3.Lost work days ไม่มียิ่งดี
4.Training safety Index มากยิ่งดี
5.Near miss report > 2 ฉบับ/คน/ปี
6.PBI ( ค่ามากๆยิ่งดี )





สาเหตุชักนำ (Predisposing factor)
พิจารณาง่ายๆ ตามหลักระบาดวิทยาคือ
1. ตัวผู้ป่วย
ผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันลดลง ด้วยสาเหตุต่างๆ กันดังนี้
ก. จากโรคของผู้ป่วยเอง เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง, aplastic anemia, SLE ฯลฯ
ข. จากความเครียดจากโรค จากการผ่าตัด ฯลฯ
ค. จากผลของการรักษา เช่น การรักษาด้วย immunosuppressive drug, รังสีรักษา ฯลฯ
ง. มีสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย เช่น ใส่ prosthesis, catheter ต่างๆ
เนื่องจากผู้ป่วยมีภูมิต้านทานลดลง การติดเชื้อย่อมเกิดขึ้นง่าย แม้กระทั่งเชื้อที่เป็นเชื้อประจำถิ่น (normal flora) ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้
2. เชื้อ
ถ้าเป็นเชื้อที่มี virulence สูงจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้แล้วเชื้อจำนวนมากที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล เป็นเชื้อที่ดื้อต่อยาต้านจุลชีพหลายๆ ขนาน
3. สิ่งแวดล้อม
3.1 สิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต ได้แก่
ก. ผู้ป่วยอื่นๆ ที่อยูในหอผู้ป่วยเดียวกัน ถ้ามีแผล, หนอง, โรคผิวหนัง, คาสายสวนปัสสาวะ, มีท่อระบายต่างๆ ก็จะเป็นแหล่งของเชื้อโรคที่จะแพร่สู่ผู้ป่วยอื่นๆ
ข. บุคลากรทางการแพทย์ ถ้าเป็น carrier ของโรค, ถ้าละเลยใน antiseptic และ aseptic technique หรือกำลังเป็นโรคติดเชื้อระยะแพร่เชื้ออยู่ จะเป็นสื่อที่สำคัญในการแพร่เชื้อสู่ผู้ป่วยที่รับการดูแลรักษา
ค. ผู้มาเยี่ยม อาจนำโรคมาให้ผู้ป่วย จึงควรเข้มงวดเกี่ยวกับผู้มาเยี่ยมด้วย เช่น ไม่ให้ผู้ที่กำลังแพร่โรคได้เข้าเยี่ยมผู้ป่วย เป็นต้น นอกจากนี้ ถ้าผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันตํ่า ผู้มาเยี่ยมจะต้องปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด
3.2 สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต ได้แก่หอผู้ป่วย, ห้องผ่าตัด และส่วนอื่นๆ ของโรงพยาบาล ถ้าออกแบบไม่ดี จะทำให้สกปรกและมีเชื้อโรคปะปนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหออภิบาลที่มีการใช้เครื่องมือช่วยชีวิตมาก, ผู้ป่วยที่เข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลไม่นาน จะมีเชื้อกรัมลบทรงแท่ง ติดตามอวัยวะต่างๆ (colonization) และเชื้อพวกนี้มักจะเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล แต่ได้มีการศึกษาพบว่าแม้ว่าจำนวนของแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อมจะมีมาก, อัตราของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลก็ไม่ได้สูงตาม ดังนั้นการสำรวจเชื้อโรคในสิ่งแวดล้อมในหอผู้ป่วยจึงไม่คุ้มค่า และควรจะกระทำเฉพาะในห้องผ่าตัด, ห้องแยกผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันตํ่าเท่านั้น นอกจากนี้การลดจำนวนแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อมก็จะไม่ช่วยลดอัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาล ทั้งนี้เนื่องจากตัวแปรที่สำคัญคือ ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย และเชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่เป็นเชื้อที่อยู่ในตัวผู้ป่วยดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
โดยสรุป โรคติดเชื้อในโรงพยาบาลพบมากในกรณีต่อไปนี้
1. ผู้ป่วยสูงอายุ
2. ผู้ป่วยที่มีโรคเดิมอยู่ ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดลง เช่น ภาวะขาดอาหาร หรือได้รับการรักษาที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง
3. มีการผ่าตัด โดยเฉพาะการผ่าตัดที่กินเวลานาน, มีการใส่ prosthesis, การผ่าตัดบริเวณที่มีแบคทีเรียอยู่มาก เช่น ผ่าฝี, ผ่าลำไส้ใหญ่เป็นต้น
4. ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลนาน
5. มีการใช้เครื่องมือช่วยชีวิต, มีการใส่ท่อเข้าสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย
6. ผู้ป่วยอุบัติเหตุ, นํ้าร้อนลวก, ไฟไหม้
7. มีการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างพรํ่าเพรื่อ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของ normal flora ทำให้เชื้อที่มี virulence สูง, เชื้อวัณโรค, เชื้อรา เพิ่มจำนวนและทำให้เกิดโรคได้